ประวัติเอกสารจากหมวดหมู่ ‘design’
ewit meeting & Design+Culture
เมื่อศุกร์ที่ผ่านมา ศุกร์ที่มีพิธีเปิดโอลิมปิกนั่นแหละ ผมมีนัดสังสรรค์กับเพื่อนๆสมัยทำงานอยู่ ewit เมื่อ 7-8 ปีที่แล้ว โดยมีผู้ร่วมวงมากมายดังนี้ (ชื่อ / ที่ทำงานปัจจุบัน) พี่เอก / ewit, พี่วิชญ์, เหน่ง / Ogilvy, นัท / be our friends, ชล / Ogilvy, พี่โอ๋ / redlab, รัช / ACE, Guess / Ogilvy, แว่น / ewit, โจ้ / รอยเตอร์
เรื่องราวที่คุยกันในช่วงแรกก็มีแต่เรื่องเผากัน เม้ากันถึงเรื่องในอดีต เรื่องเก่า สมัยยังทำงานด้วยกันอยู่ ซึ่งมีแต่ความสนุกสนาน บ้าบอ และหาไม่ค่อยจะได้ในสมัยนี้ แต่ว่าเรื่องราวที่ได้มาคุยกันในตอนท้ายนี่สิ ไม่รู้ว่าคุยกันยังงัย คุยไปคุยมามาจบกันที่เรื่องของ design ในประเทศไทย
เรื่องมันเริ่มอยู่ที่ว่า พี่โอ๋ ถามผมถึงเรื่องของการไป pitch งานว่ามีปัญหาอะไรมั้ย ยากมั้ย ผมก็ตอบว่าไม่่ค่อยจะมีปัญหานะ ของผมเน้นไปในทาง design ส่วนพี่โอ๋บอกว่า จริงๆถ้าเราเน้นเรื่อง function ทำให้เว็บเราสามารถเก็บข้อมูลลูกค้าได้มากๆ และสามารถนำข้อมูลเหล่านั้นมาวิเคราะห์และตอบโจทย์ทางการตลาดได้ นั่นน่าจะเป็นวิธีที่ทำให้งานมันขายได้ง่ายขึ้น และลูกค้าเป็นภาพที่ัชัดและง่ายกว่าการขาย design อย่างเดียว
พี่วิชญ์เข้ามาพูดเปิดประเด็นต่อว่า ถ้าคิดจะ design ในเมืองไทยน่ะ ยาก เมืองไทยน่ะขาย design ลำบาก เมื่อมาลงรายละเอียดจริงๆในตัวเนื้องานจะเห็นว่า design น่ะ แทบจะไม่ได้ราคาอะไรเลย
ไอ้นัทเห็นด้วย
แต่ผมเห็นด้วยไม่ 100% เลยคุยต่อว่า จริงๆแล้วงานที่ rgb72 ทำ จะเป็นเว็บที่เน้น design และแสดงให้เห็นถึงภาพลักษณ์ของบริษัท องค์กร หรือ product นั้นๆ ดังนั้นจริงๆแล้วทุกวันนี้เราก็ขาย design อยู่ ส่วนตัว programming นั้นเราก็เอาไว้ support เฉยๆ บริษัทที่เห็นค่าของการออกแบบนั้นมักจะเป็นบริษัทที่ต้องการเน้นการสร้างภาพลักษณ์์องค์กร บริษัทสมัยใหม่ ดังนั้นนี่คือ target ลูกค้าส่วนใหญ่ของ rgb72
อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่ว่าเราจะไม่เจอปัญหา ปัญหาที่เจอบ่อยๆ และน่าเบื่อก็คือ การที่เราได้ทำการออกแบบไปแล้ว ได้รับการ approve จากทีมงานในฝั่งของลูกค้าแล้ว (ซึ่งมีจำนวน 5-10คน) แต่เมื่อลูกค้าเอางานไปให้นายใหญ่ดู นายใหญ่ไม่ OK ซะงั้น แล้วก็กลายเป็นว่า ทุกอย่างที่ได้คุยกันมา ปรับกันมาตลอด 2 อาทิตย์ต้องเริ่มใหม่หมดตั้งแต่ศูนย์ ซึ่งจริงๆแล้ว ถ้านายใหญ่มีอำนาจมากขนาดเสียงทั้งหมดที่เคย vote กันมาว่าดีแล้ว ถูก reject ได้นั้น นายใหญ่เองก็น่าจะมาร่วมประชุมซะตั้งแต่ทีแรก (แล้วเราก็เริ่มยกตัวอย่างลูกค้าใหญ่ๆ หลายรายที่เพิ่งจะประสบมาไม
“ลูกค้าพวกนั้นกูก็เคยเจอ” พี่วิชญ์บอก (และไอ้นัทก็ด้วย)
บริษัทหลายที่ที่เราเห็นใหญ่ๆ แต่จริงๆแล้วก็ทำงานกันแบบนี้ พี่วิชญ์พูดว่า “สุดท้ายแล้วมันก็เป็นเรื่องของ connection”
Connection ความสัมพันธ์และความเชื่อถือนั่นแหละที่เป็น bottom line ไม่ใช่ design หลายงานที่ลูกค้า “เชื่อ” ในตัวเรา เพียงแค่เราไป present งานก็สามารถขายได้อย่างรวดเร็ว แต่ในทางตรงกันข้าม ถ้าลูกค้าไม่เชื่อในตัวเรา งาน design ที่ว่าดีนักหนา ถูกหลัก usability มากมายก็ยากที่จะผ่าน
อย่างงานหนึ่งที่ทางผมเพิ่งจะเจอมา เจ้านายใหญ่เชื่อในฝีมือของชาวต่างชาติมากกว่า ดังนั้นไม่ว่าเราจะพูดอะไรไป ก็ยากที่จะเข้าหู (ทั้งๆที่ผมเองเคยทำงาน freelance ให้กับต่างประเทศ โดยงานที่ได้รับมานั้นก็คืองานเว็บของบริษัทใหญ่ในประเทศไทยนั่นเอง เพียงแต่ว่าบริษัไทยบริษัทนี้ไม่รู้ว่างานที่เค้าส่งออกให้ต่างประเทศนั้น แท้จริงคนที่ทำงานทั้งหมด นั่งอยู่ในห้องที่อยู่ไกลไม่เกิน 5กม.)
เลยทำให้กลับมาคิดต่อว่า หรือการที่ทีมงานเข้าไป present งานให้นายใหญ่นั้น ไม่เป็นที่น่าเชื่อถือพอ เรียกง่ายๆว่า นายใหญ่ไม่เชื่อมั่นในทีมงานของตัวเอง คิดไปถึง project หนึ่งที่ลูกทีมของบริษัทลูกค้าเองเข้าไป present เท่าไร่ก็ไม่ผ่าน กลับมามีแก้มากมาย แต่พอเราเข้าไปในฐานะ designer ไปอธิบายให้เค้าฟัง เค้าก็เชื่อและให้ผ่านง่ายดายซะอย่างนั้น
หรือสรุปแล้ว design ไม่ใช่เรื่องจำเป็นสำหรับเมืองไทย และยังเป็นสิ่งที่ขายไม่ได้ แต่ว่า connection ต่างหาก ที่ใช่
ผมเองก็ยังสรุปอะไรมากไม่ได้ แต่เห็นว่าเรื่องที่คุยกันนี้น่าสนุกดี น่าเอามาแชร์ให้หลายๆคนได้คิดดู
แล้วไม่รู้ว่าคุยกันยังงัยต่อ แต่เราก็ได้พูดถึงว่า ช่วงนี้เราได้อ่านหนังสืออยู่เล่มหนึ่ง ดีมาก ชื่อ Design + Culture โดยคุณประชา สุวีรานนท์ ซึ่งได้เจองานของพี่วิชญ์อยู่ในนั้นด้วย
พี่วิชญ์ พี่เอก ไอ้นัท ไอ้เหน่ง รู้จักคุณประชากันหมด แล้วก็เคยได้อ่านหนังสือเล่านี้กันแล้ว
เลยแวะเอามาบอกเป็นของแถมว่า Design + Culture เป็นหนังสือที่น่าอ่านมากๆ รวบรวมเรื่องราวของการออกแบบ แนวคิด และเบื้องหลังต่างๆที่น่าสนใจ โดยคนที่ใครก็บอกว่าเค้าเป็นคนที่สุดยอด ขนาดพี่เอกยังบอกว่า
“คนอะไรก็ไม่รู้ เก่งชะมัด”
Business Card ideas
วันนี้เผอิญไปเจอเว็บหนึ่ง รวม business card แบบแปลกๆ เลยเอา link มาให้ได้ดูกันคับ
http://creativebits.org/cool_business_card_designs
ลองดู
The New Great Walls


ช่วงนี้กระแส Olympic กำลังมา อย่างที่ผมได้ update blog ในเรื่องของ poster ไปแล้ว
วันนี้ตื่นเช้ามา check mail เจอ mail จาก National Geographic พูดถึงเรื่องของ the New Great Walls เรื่องของสถาปัตยกรรมใหม่ๆ ที่ล้ำสมัยมากๆของจีน ซึ่งเป็นอีกสิ่งหนึ่งที่น่าสนใจสุดๆ (จากเดิมที่ผมเองคิดว่าไม่อยากจะไปจีนเลย เพราะข่าวเรื่องห้องน้ำ และการท่องเที่ยวที่ไปแล้วดูแต่ธรรมชาติ ซึ่งจะชอบไปฮ่องกงมากกว่า ไปดูตึก ดูเมือง ดูความเจริญ) ว่าแล้วไม่พูดมาก วันนี้เอา link ของรูปภาพและสถาปัตย์ที่น่าสนใจมากฝาก จากเว็บของ National Geographic
http://ngm.nationalgeographic.com/2008/05/china/architecture/girard-photography?email=Focus_04252008
ใครคือ Jonathan Ive

พูดถึงชื่อนี้ designer หลายๆคนอาจจะรู้จัก บางคนก็อาจจะยัง แต่ผมเชื่อว่าทุกคนที่ได้มาอ่าน blog72 นี้ “ต้อง” เคยได้เห็นผลงานของเค้ามาแล้วอย่างแน่นอน
Jonathan Ive (อ่านว่า โจนาทาน ไอฟ) คือคนที่ออกแบบงานประเภท Industrial Design คือเป็นคนที่คอยออกแบบสินค้า product ต่างๆ ซึ่งงานที่เด่นสุดๆ และเป็นงานประจำของเค้าก็คือ งานออกแบบผลิตภัณฑ์ให้กับ Apple Computer ไม่ว่าจะเป็นตัว iMac, Macbook, iPod และ iPhone
(Apple อีกแล้ว เดี๋ยวจะหาว่าผมบ้าบริษัทนี้จริงๆ ผมบ้าก็เพราะว่า design ของบริษัทนี้เป็น design ที่สามารถผสมกับ function ได้อย่างเป็นที่สุดจริงๆ เอาเป็นว่า คราวหน้าผมจะเอาเรื่องราวของคนที่ไม่เกี่ยวข้องกับ Apple มาบ้าง คราวนี้ เอาคนนี้ก่อนละกัน ลองมาดูว่า เค้าเป็นใคร ทำไมถึงทำงานได้เจ๋งขนาดนี้)
Jonathan Ive มีชื่อเต็มๆ ว่า Jonathan Paul Ive เกิดในเดือนกุมภาพันธ์ 1967 ที่ประเทศอังกฤษ โดยหลังจากเรียนจบจาก Northumbria University ในปี 1985 แล้ว เค้าก็ได้ไปร่วมเปิดบริษัทกับเพื่อนชื่อ Tangerine
โดย Tangerine นี้ได้ออกแบบผลิตภัณฑ์หลายประเภท ไม่ว่าจะเป็น ไดร์เป่าผม ทีวี และเครื่องปั้นเซรามิกต่างๆ แน่นอน Apple ก็คือหนึ่งในลูกค้าของ Tangerine ตั้งแต่ปี 1992
อย่างไรก็ตาม Jonathan Ive ได้ย้ายมาสังกัดทำงานใน Apple ซึ่งถือว่าเป็นยุคที่ตกต่ำที่สุดทางด้านธุรกิจของ Apple โดยในเวลานั้น เป็นช่วงเวลาที่คนกุมบังเหียนของ Apple คือ John Sculley ไม่ใช่ Steve Jobs
การทำงานในช่วงนั้น เป็นช่วงที่ย่ำแย่ เพราะว่า John Sculley ไม่ได้เห็นเรื่องของการออกแบบเป็นเรื่องสำคัญ และที่แย่ไปกว่านั้นคือ เค้าได้มีการ outsource เรื่องการออกแบบให้กับบริษัทอื่นข้างนอกอีกด้วย
เมื่อ Steve Jobs กลับมาในปี 1997 ก็เหมือนเป็นยุคที่ Apple จะได้เกิดใหม่ การทำงานของ Jonathan Ive ก็ได้ส่งผลให้เค้าได้เลื่อนขั้นเป็น Senior Vice President of Industrial Design ผลงานของเค้าที่สร้างความตื่นเต้นให้กันทุกคนทั่วโลกเลยก็คือ iMac G3 Computer ที่มีสีสันสดใส สร้างด้วย Plastic ใสสามารถมองทะลุได้
iMac G3
จากจุดนั้น เหมือนเป็นแรงผลักดันให้ Jonathan Ive และ Apple Design Team มีแรงมุ่งมั่นที่จะผลิตผลงานออกมามากขึ้น โดยหลังจากนั้นก็เป็น iBook และ PowerBook เป็นลำดับต่อมา
จนถึงวันนี้ ธุรกิจของ Apple Inc. ได้เปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดี มีผลกำไรเพิ่มมากขึ้น และสามารถผลิตสินค้าที่เต็มไปด้วย technology ล้ำสมัย ตั้งแต่ iPod จนถึง iPhone ตัวล่าสุด
สิ่งที่ Jonathan Ive ได้ทำคือการสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ ให้กับผลิตภัณฑ์โดยนำความเรียบง่าย ดูดี และวิวัฒนาการใหม่ ให้กับทุกๆสิ่งที่เค้าได้สัมผัส
พูดได้เลยว่า งานของ Jonathan Ive นั้นได้เป็นแรงบันดาลใจให้กับ designer หลายคนทั่วโลกมากมายนับไม่ถ้วน ว่าแต่ แล้วอะไรคือแรงบันดาลใจให้กับ Jonathan Ive เอง? 3 สิ่งที่สังเกตได้คือ
1. ธรรมชาติ: ผลิตภัณฑ์ที่เค้าได้ออกแบบมา ล้วนแต่มีแรงบันดาลใจมาจากธรรมชาติ ตัวอย่างเช่น ดอกทานตะวัน เป็นต้นแบบของ iMac G4 หรือ Pro Mouse นั้น ได้แรงบันดาลใจมาจาก หยดน้ำ
iMac G4
Apple Pro Mouse
2. ความจริงใจ: การเลือกใช้วัสดุในการสร้างผลิตภัณฑ์ Jonathan Ive ต้องมีความจริงใจและตั้งใจมากๆในการคัดสรรสิ่งดีดี และเลือกเอาเฉพาะวัสดุนั้นเท่านั้น ตัวอย่างเช่น การใช้ Plastic ที่ดีสำหรับตัว iMac หรือการใช้ Aluminium กับเครื่อง PowerMac G5
3. ดนตรี: Jonathan Ive เป็นหนึ่งคนที่คลั่งใคล้ในเสียงเพลงเป็นอย่างมาก และเค้าเองยังสร้างสรร แต่งเพลงสไตล์ Electronic ด้วยตัวเองในเวลาว่างด้วย
ปัจจุบัน Jonathan Ive อยู่บ้านขนาดสองห้องนอนที่ Twin Peaks เมือง San Francisco รัฐ California กับภรรยา Heather และลูกชายฝาแฝด 2 คน และรถรุ่นไฮเอนของ Aston Martin coupe
Olympic Posters
เมื่อวานได้ติดตามการวิ่งคบเพลิง Olympic แล้วก็ได้ดูประวัติศาสตร์ Olympic จากช่อง Thai PBS ด้วย
เค้าย้อนให้เห็นถึงการจัดงาน Olympic ในประเทศต่างๆ ก่อนหน้าที่จะมาเป็นประเทศจีน แล้วก็เอา Logo, poster ของการจัดแต่ละครั้งมาให้ดู ดูไปดูมาก็พบว่า poster ที่เค้าทำในสมัยก่อน ก็ไม่ได้ดูล้าสมัยซักเท่าไร่ แถมจริงๆแล้วเราอาจจะเอามาปรับให้เค้ากับ design ในสมัยนี้ได้ไม่ยาก วันนี้เลยลองเอา poster ในประวัติศาสตร์ คัดมาเฉพาะที่คิดว่าสวย เอามา post ให้ได้ดูกัน
เริ่มด้วย poster ของ Olympic ครั้งแรก ปี 1896 ที่ Athens แต่ว่าตามข้อมูลเค้าว่า Olympic ครั้งแรกนั้นไม่มี poster ที่เป็น Official จริงๆ อันนี้เป็น poster ที่ทางการ Olympic ทำขึ้นเพื่อจำลองภาพและสถานการณ์ในช่วงปีนั้น
อันนี้เป็นของปี 1912 จัดที่ Stockholm
ปี 1936 ที่ Berlin ประเทศ Germany โดยโอลิมปิกครั้งนี้ ผมได้ยินคุ้นๆว่าฮิตเลอร์พยายามใช้กีฬาเป็นเครื่องมือในการแสดงถึงความยิ่งใหญ่และอำนาจของตัวเองด้วย
ปี 1956 ที่ Melbourne, Australia อันนี้ที่เลือกมาเพราะเห็นว่าเป็น poster ที่เริ่มออกแบบได้แปลกตา มีการใช้เส้น graphic เข้ามาเล่นใน poster นอกจากรูปภาพอย่างเมื่อหลายๆปีที่ผ่านมา
ปี 1964 Tokyo ประเทศญี่ปุ่น ไม่ต้องบอกก็รู้ว่างานนี้จัดที่ญี่ปุ่น โดย poster นี้ออกแบบได้สวยและเท่ห์มากๆ เน้นเรียบง่ายแต่ได้พลัง โดยจุดสีแดงนั้นก็คือสัญลักษณ์ของญี่ปุ่น ซึ่งก็คือดวงอาทิตย์ ที่ปรากฏอยู่บนธงประจำชาติด้วย
ปี 1968 ที่ Mexico สำหรับ poster นี้ ดูแล้ว งงสุดๆ
ปี 1992 ที่ Barcelona สังเกตได้ว่า การออกแบบได้ถูกพัฒนาขึ้นเรื่อยๆ โดยในการออกแบบช่วงหลังๆนั้นจะเน้น minimal น้อยๆ เรียบๆ เก๋ๆ
ปี 2004 ที่ Athens ครั้งสุดท้ายก่อนหน้าครั้งนี้ที่จีน ซึ่งการออกแบบก็เน้นน้อยๆ เรียบๆ เช่นเดิม
แถมให้สุดท้ายคือ Olympic ฤดูหนาวที่ Turin เมื่อปี 2006 ที่ผ่านมา design ที่ดูสวย และเน้น symbolic
การดู design poster ก็เหมือนกับเราได้ดูวิวัฒนาการการออกแบบตั้งแต่อดีต ดู trend การออกแบบ ซึ่งการรวม poster ที่ผมคิดว่าสวยๆ นี้ น่าจะเป็นประโยชน์อะไรบ้างกับ designer อย่างเราๆ
2 เว็บที่น่าสนใจ
กลับมาอีกครั้ง หลังจากที่ไม่ได้ update blog72 มานาน (คาดว่า visitor คงจะหายไปเพียบ) อย่างไรก็ตาม.. วันนี้มี update website น่าสนใจมาให้ดู 2 เว็บ (ระหว่างรอการ annouce product ใหม่ของ Apple ในคืนนี้)
เว็บแรกคือ Museum of Beauty (http://www.museumofbeauty.biz) เว็บนี้เผอิญได้เจอเมื่อเช้าจาก banner ที่ติดอยู่บนเว็บของ cnn.com (และหลังจากนั้นก็ได้เจอที่ wired.com อีกด้วย”" แสดงว่า promote เยอะ) เป็นเว็บของกล้อง Minolta ซึ่งเค้าใช้ wording แรงๆว่า Minolta meets Venus De Milo. เว็บนี้แสดงให้เห็นถึงการสแกนรูปปั้นระดับโลกอย่าง Venus โดยการใช้เลเซอร์ในการสแกน หลักคือเค้าต้องการโชว์ความละเอียดในการสแกน และ technology ที่ล้ำๆ ของ Minolta.
เราในฐานะคนทำเว็บไซต์ก็คงจะต้องมองเรื่องของ technique การทำเว็บ การทำ motion และ movement ต่างๆ ซึ่งทำได้ดีและเนียนมากๆ ลองดูครับ

อีกเว็บหนึ่ง เป็นเว็บของละครเรื่องหนึ่งที่ชื่อว่า Wintuk (http://www.cirquedusoleil.com/wintuk) ซึ่งละครเป็นอย่างไรไม่รู้ แต่ว่า technique การทำเว็บนั้นสวยมากๆ ใช้หลักการเหมือนการวาดรูปสีไม้ และก็เอากระดาษหลายๆแผ่นมาประกอบกันเป็นชั้นๆ เป็นฉากๆ ทำได้ดี น่าสนใจมาก (อยากทำบ้างจริงๆ)
หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพ (BMA Contemporary Art Museum)
ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อแล้วล่ะครับ ว่าหอศิลปฯแห่งนี้จะสามารถเกิดขึ้นได้จริงๆ ถึงแม้ว่าจะช้ากว่าที่หลายๆคนคาดหวังไว้หลายปี
หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพนี้ กำลังก่อสร้างกันอยู่ข้างๆ Siam Discovery นี่เอง โดยบริษัทที่ชื่อว่า Robert G. Boughey & Associates (RGB Architects) โดยในตัวอาคารถูกออกแบบมาให้เป็นทรงกระบอก (ดูจากแกนกลาง) ซึ่งสามารถเชื่อมต่อระหว่างอาคารได้ด้วยทางเดินวนๆ เป็นแนวเอียงขึ้น ทั้งนี้เพื่อให้คนที่เข้ามาชมผลงาน สามารถชมได้ต่อเนื่องในแต่ละชั้น นอกจากนี้ตัวอาคารยังออกแบบมาให้สามารถรับแสงสว่างจากได้นอกได้ โดยที่แสงไม่แรงพอจะที่เข้ามาถึงขนาดทำลายผลงานศิลปะที่แสดงอยู่ข้างในได้
ตัวอาคารที่สูง 9 ชั้น (บวกอีก 2 ชั้นใต้ดิน) นี้ ยังทำหน้าที่เป็น shop บางส่วน รวมไปถึงร้านอาคาร และ โรงภาพยนตร์ด้วย ต้องเรียกได้ว่า ไหนๆ ทำซะตรงกลางเมืองขนาดนี้แล้ว ทำทั้งที ต้องยิ่งใหญ่
นานๆ ทีเมืองไทยจะมีอะไรใหญ่โตเพื่อศิลปะขนาดนี้ งานนี้ต้องปรบมือให้ผู้ว่ากรุงเทพ และศิลปินอีกหลายๆท่านที่พยายามผลักดันอาคารนี้มานานหลายปี โดยงานนี้ทางกรุงเทพก็ทุ่มเงินไปไม่ต่ำกว่า 60,000ล้านบาท
ผมเองก็เคยได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการทำงานกับศิลปินกลุ่มผลักดันหอศิลปฯ ตรงนี้นิดหน่อยเมื่อประมาณ 3-4 ปีก่อน จึงค่อนข้างตกใจเมื่อรู้ว่า ฝันที่พวกเค้าพยายามทำกันมาหลายปีกับพื้นที่ตรงนี้ เป็นจริงขึ้นมาได้
ถึงแม้ว่า ณ เวลาตอนนั้นผมจะไม่เชื่อเลยก็ตามว่าสิ่งแบบนี้จะสามารถเกิดขึ้นได้ในเมืองไทย
ยินดีด้วยครับ
Singapore’s floating towers

ไม่อยากจะเชื่อว่าจะมีตึกหน้าตาแบบนี้เกิดขึ้นได้..
อีกหนึ่งผลงานล่าสุดจาก OMA ทีมสร้างตึก CCTV ของจีน สำหรับตึกนี้ชื่อ Scotts Tower ตั้งอยู่ใจกลางเมือง Singapore ตรงถนน Orchard Road ตึกนี้เป็นโรงแรม มีขนาด 68 ห้องพัก สูง 36 ชั้น ที่ว่าน่าทึงก็เพราะว่า โดยรูปร่างของตึกนี้ มีหน้าตาเหมือนกับว่ามีตึก 4 ตึกมาแปะอยู่ทางข้างของแกนเสาใหญ่แกนเดียว ดูเผินๆ ก็ไม่น่าจะแข็งแรงเท่าไร่ เพราะว่าไม่มีเสาค้ำด้านล่าง ถ้าคนที่ไปนอนอยู่ที่ตึกนี้คงรู้สึกเหมือนตัวเองลอยอยู่แน่ๆ ตึกนี้กำลังจะสร้างและคาดว่าน่าจะเป็นที่อลังการและเด่นแน่ๆ ใน Singapore
ออกแบบโดย OMA (www.oma.nl)
ข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ http://www.worldarchitecturenews.com/index.php?upload_id=946&fuseaction=wanappln.projectview
Singapore’s floating towers

ไม่อยากจะเชื่อว่าจะมีตึกหน้าตาแบบนี้เกิดขึ้นได้..
อีกหนึ่งผลงานล่าสุดจาก OMA ทีมสร้างตึก CCTV ของจีน สำหรับตึกนี้ชื่อ Scotts Tower ตั้งอยู่ใจกลางเมือง Singapore ตรงถนน Orchard Road ตึกนี้เป็นโรงแรม มีขนาด 68 ห้องพัก สูง 36 ชั้น ที่ว่าน่าทึงก็เพราะว่า โดยรูปร่างของตึกนี้ มีหน้าตาเหมือนกับว่ามีตึก 4 ตึกมาแปะอยู่ทางข้างของแกนเสาใหญ่แกนเดียว ดูเผินๆ ก็ไม่น่าจะแข็งแรงเท่าไร่ เพราะว่าไม่มีเสาค้ำด้านล่าง ถ้าคนที่ไปนอนอยู่ที่ตึกนี้คงรู้สึกเหมือนตัวเองลอยอยู่แน่ๆ ตึกนี้กำลังจะสร้างและคาดว่าน่าจะเป็นที่อลังการและเด่นแน่ๆ ใน Singapore
ออกแบบโดย OMA (www.oma.nl)
ข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ http://www.worldarchitecturenews.com/index.php?upload_id=946&fuseaction=wanappln.projectview
ความเห็น (1)
ให้ความเห็น
ให้ความเห็น




