ประวัติเอกสารจากหมวดหมู่ ‘ทั่วๆไป’

ฝุ่นในปักกิ่ง (Beijing Olympic Polution)

เรื่องหนึ่งที่น่าสนใจมากๆสำหรับผมตอนนี้คือ เรื่องกลุ่มควัน ฝุ่น และหมอกในปักกิ่ง สถานที่ที่จะมีการจัดงาน Olympic ในเดือนสิงหาคมนี้แล้ว

เนื่องจากการที่ทางจีนต้องการให้ Olympic คราวนี้ยิ่งใหญ่ไม่เหมือนใคร ซึ่งได้มีการระดมกำลังแรง และกำลังเงิน ในการสร้างสถาปัตยกรรมที่น่าสนใจมากมาย ไม่ว่าจะเป็น สนามกีฬารังนกที่รู้จักกันดี หรือจะเป็นสนามกีฬาทางน้ำที่มีรูปร่างคล้ายฟองน้ำ (ดูรูปได้จากที่นี่) รวมไปถึงสิ่งก่อสร้างอื่นๆ อย่างเช่น ตึก CCTV หรือ plaza ที่มีจอ LCD อย่างใหญ่เป็นเพดานหลังคา

ปัญหาที่เกิดขึ้นจากการเร่งสร้างสถาปัตยกรรมเหล่านี้ก็คือ ฝุ่นควัน ที่ลอยอยู่ในอากาศทำให้กรุงปักกิ่งตอนนี้ มีแต่ควันพิษที่ไม่ดีต่อสุขภาพ

ก่อนหน้านี้ได้ข่าวมาว่า ทางการจีนจะประกาศให้ยุติการก่อสร้างประมาณ 30 วันก่อนหน้างานเปิด แต่ว่าทำไม่ได้เพราะว่าการก่อสร้างยังไม่เสร็จสิ้น ขนาดว่าเร่งมากจนมีคนงานก่อสร้างเสียชีวิตจากการสร้างสนามกีฬารังนกไปแล้ว 7 คน ซึ่งข่าวออกมาล่าสุดคือจะให้ทำการยุติการก่อสร้างลดเหลือ 10 วันล่วงหน้า

วิธีการกำจัดฝุ่นของจีนที่ประกาศออกมาแล้วน่าสนใจอีกอย่างหนึ่งคือ ทางจีนจะทำฝนเทียมประมาณ 3-5 วันก่อนหน้างาน เพื่อชะล้างฝุ่นละอองที่ลอยอยู่ในอากาศ เอาเข้านั่น

ที่แย่ไปกว่านั้นคือ หลังจากที่เมื่อวันอาทิตย์ที่ 27 กค.ที่ผ่านมา ทางจีนได้เปิดตัวที่พักนักกีฬา เพื่อให้นักกีฬาได้เข้ามา warm up กันก่อนงานจริง ฝึกซ้อมเพื่อให้ชินกับบรรยากาศ แต่กลับกลายเป็นว่า มีนักกีฬาหลายกลุ่มที่ปฎิเสธ ไม่กล้าฝึกซ้อม เพราะว่ากลัวฝุ่น โดยเฉพาะนักกีฬาที่ต้องฝึกกลางแจ้งและต้องสูดอากาศเข้าไปเยอะๆอย่าง กรีฑา

ตอนนี้ทางทีมนักกีฬานอกจากจะต้องเตรียมตัวเรื่องการแข่งแล้ว ยังต้องให้ทีมแพทย์เตรียมยาทางเดินหายใจไว้ให้ด้วย

ซึ่งทางการจีนก็ได้ออกมาประกาศว่า ไม่ต้องห่วง เดี๋ยวฝนเทียมมา ทุกอย่างก็จะดีเอง

ตอนนี้ก็ต้องคอยลุ้นดู ว่าฝนเทียมที่ลงมา จะทำให้ฝุ่นละอองหายไปยังกับปาฎิหารย์ได้รึเปล่า

Twitter


วันนี้ขอแนะนำให้รู้จักกับ TWITTER ครับ

ของเล่นใหม่สำหรับ trend “Social Network” ที่กำลังมาแรง มีคนทักมาว่าให้ลองเล่นดู ไม่งั้นอาจจะ out ได้ง่ายๆ ซึ่งทีแรกก็ไม่ได้สนใจอะไรมาก แต่พออ่าน magazine ต่างประเทศ อ่านข่าวต่างๆ ได้เริ่มมีการพูดถึง twitter กันบ้างแล้ว เช่นว่า มีคนหนึ่งถูกจับเข้าคุกโดยที่ตัวเองไม่มีความผิด แล้วก็ได้ post บอกไว้ใน twitter ว่าตอนนี้เค้าอยู่ในคุก ทำให้เพื่อนที่ได้อ่าน twitter นั้น เข้ามาช่วย นอกนั้นยังไม่พอ พอได้ update iphone ก็พบว่ามี app ใหม่มาให้ download เป็น app สำหรับ update content บน twitter ก็เลยคิดว่า ไม่ได้แล้ว ไม่ลองไม่ได้ อย่างน้อยๆ ก็ขอเข้าใจซักหน่อยก็ยังดี

ว่าแล้วก็เลยลองสมัครและเรียนรู้ดูครับ ว่าไอ้เจ้า tweeter นี่ดียังงัย

Twitter เค้ามี concept ง่ายๆ คือคำถามที่ถามว่า “What are you doing?”

หลักการของ Twitter ก็คือ user นั้นต้องคอย update และบอกเพื่อนๆที่คอยติดตาม (follower) เราอยู่ว่าตอนนี้เรากำลังทำอะไร เช่น ดูหนังอยู่ เล่นเกม ทำงาน หรือว่า ประชุมอยู่ โดยการ update ข้อมูลของเรานั้น สามารถทำได้ด้วยการ update ผ่านเว็บไซต์ปกติ update ผ่านมือถือ หรือว่าจะ update ผ่าน Instant Messenger อย่าง GTalk ก็ได้ (MSN Messenger ยังคงไม่ support ครับ)

ฟังดูแล้วก็แปลกๆ ว่า แล้วเราจะมา update ให้ชาวบ้านรู้ทำไมว่าเราทำอะไร และไปไหน แล้วเราจะรู้เรื่องชาวบ้านทำไมว่าเค้าไปไหนและทำอะไรกัน แต่ว่าหลังจากที่ได้ลองเล่นดูแล้ว ก็รู้สึกว่าสนุกดีนะครับ เหมือนกับเล่นกับสัญชาตญาณความอยากรู้อยากเห็นของมนุษย์ ซึ่งก็อยากรู้อยู่ตลอดเวลาว่า ใครทำอะไรที่ไหนอย่างไร

ผมเองกลับคิดว่า อาจจะสนุกซะอีก ถ้าเราได้รับ update ว่า เพื่อนเราคนนี้กำลังเดินเล่นอยู่ที่ siam square ในขณะที่เราเองก็อยู่เหมือนกัน เผื่อจะได้นัดเจอกันซะเลย

Twitter นี่ผมคิดว่ายังใหม่อยู่มากสำหรับคนไทย เนื่องจากพอผมลองสมัครดูแล้ว พบว่า เพื่อนๆ ผมที่อยู่ใน contact list ของ hotmail นั้น มีเล่นอยู่แค่ 7 คนเท่านั้น และแต่ละคนนี่ก็เป็นพวกชอบลองของอยู่แล้วครับ ซึ่งไม่เหมือน hi5 เลย ที่ตอนนี้มีคนไทยติดกับงอมแงม

ลองดูนะครับ ไม่ได้เสียเวลาอะไรมากที่จะเรียนรู้อะไรใหม่ๆ

อันดับ 9 Health Care by Cell Phone // 10 อย่างที่กำลังจะมาในอนาคต : What’s Next : Future Vision

จะดีแค่ไหนหากมือถือที่มีกล้องติดมาด้วยจะช่วยให้ครอบครัวเรามีสุขภาพดีได้ บริษัทหนึ่งในแคนนาดาบอกว่า เรื่องนี้เป็นไปได้ ไม่มีปัญหา จริงๆแล้วบริการใหม่ตรงนี้ได้เริ่มขึ้นแล้วด้วยซ้ำ ชื่อว่า MyFoodPhone

การทำงานคือ ให้ user ถ่ายรูปอาหารที่ตัวเองกินในแต่ละมื้อและส่งมาให้ทางทีมวิเคราะห์สารอาหารเพื่อดูว่า ในวันหนึ่งๆ สิ่งที่เราได้รับไปนั้นเป็นประโยชน์ต่อร่างกายหรือไม่อย่างไร

Doctorphone และ Babyphone คือ 2 บริการที่เริ่มเปิดให้ใช้แล้ว ซึ่งทั้ง 2 บริการนี้ มีระบบที่สามารถให้คนไข้และหมอสามารถคุยกันได้ผ่านระบบ video conference โดยใช้มือถือ

Myca คือผู้เริ่มบุกเบิกตรงนี้ จะเก็บค่าบริการเพียง 10 เหรียญต่อเดือน โดยสิ่งที่ user จะได้รับก็คือ ทุกๆ 2 อาทิตย์ จะมี video ส่งมาทาง email แนะนำการกินอาหารโดยใช้พื้นฐานจากภาพถ่ายที่ user ได้ถ่ายไปให้ ซึ่งนับตั้งแต่วันที่เปิดตัวบริการเมื่อ พฤษภาคม 2006 ที่ผ่านมา จำนวนลูกค้าที่ใช้งานมีแล้วถึง 5,000 ราย อย่างไรก็ตาม ทั้ง 2 บริการที่ว่ามานี้ยังอยู่ในช่วงทดลอง และปรับปรุงอะไรต่างๆให้ดีขึ้น ตัวอย่างเช่น ในอนาคตเราอาจจะสามารถส่งผลอุณหภูมิภายในร่างกาย, จังหวะการเต้นของหัวใจ (heart rate) ซึ่งทั้งหมดนี้จะทำให้เราสามารถที่จะคุยกับ หมอ หรือพยาบาลที่เป็น freelance (ในโครงการนี้) เพื่อรับคำแนะนำต่างๆได้ ส่วนเรื่องข้อมูลทั้งหมดไม่ต้องห่วง ทุกอย่างที่เรา report ไปจะถูกเก็บลง database ทั้งหมด

Trend เรื่องการเก็บและส่งข้อมูลด้านสุขภาพนี้ท่าทางจะมาแรง เพราะว่าขณะนี้ Motorola กำลังสุ่มผลิตมือถือที่สามารถวัดค่าต่างๆในร่างกายของเราได้ด้วย ส่วน google เองนั้นก็มีระบบจัดเก็บข้อมูลด้านสุขภาพของเราไว้บน server google ด้วย ซึ่งตรงนี้ไม่แน่ใจว่า ต่อไป หมอ และโรงพยาบาลจะต้องใช้ google เป็น center ในการเก็บ และ ดึงข้อมูลของคนไข้รึเปล่า

อันดับ 9 Health Care by Cell Phone // 10 อย่างที่กำลังจะมาในอนาคต : What’s Next : Future Vision

จะดีแค่ไหนหากมือถือที่มีกล้องติดมาด้วยจะช่วยให้ครอบครัวเรามีสุขภาพดีได้ บริษัทหนึ่งในแคนนาดาบอกว่า เรื่องนี้เป็นไปได้ ไม่มีปัญหา จริงๆแล้วบริการใหม่ตรงนี้ได้เริ่มขึ้นแล้วด้วยซ้ำ ชื่อว่า MyFoodPhone

การทำงานคือ ให้ user ถ่ายรูปอาหารที่ตัวเองกินในแต่ละมื้อและส่งมาให้ทางทีมวิเคราะห์สารอาหารเพื่อดูว่า ในวันหนึ่งๆ สิ่งที่เราได้รับไปนั้นเป็นประโยชน์ต่อร่างกายหรือไม่อย่างไร

Doctorphone และ Babyphone คือ 2 บริการที่เริ่มเปิดให้ใช้แล้ว ซึ่งทั้ง 2 บริการนี้ มีระบบที่สามารถให้คนไข้และหมอสามารถคุยกันได้ผ่านระบบ video conference โดยใช้มือถือ

Myca คือผู้เริ่มบุกเบิกตรงนี้ จะเก็บค่าบริการเพียง 10 เหรียญต่อเดือน โดยสิ่งที่ user จะได้รับก็คือ ทุกๆ 2 อาทิตย์ จะมี video ส่งมาทาง email แนะนำการกินอาหารโดยใช้พื้นฐานจากภาพถ่ายที่ user ได้ถ่ายไปให้ ซึ่งนับตั้งแต่วันที่เปิดตัวบริการเมื่อ พฤษภาคม 2006 ที่ผ่านมา จำนวนลูกค้าที่ใช้งานมีแล้วถึง 5,000 ราย อย่างไรก็ตาม ทั้ง 2 บริการที่ว่ามานี้ยังอยู่ในช่วงทดลอง และปรับปรุงอะไรต่างๆให้ดีขึ้น ตัวอย่างเช่น ในอนาคตเราอาจจะสามารถส่งผลอุณหภูมิภายในร่างกาย, จังหวะการเต้นของหัวใจ (heart rate) ซึ่งทั้งหมดนี้จะทำให้เราสามารถที่จะคุยกับ หมอ หรือพยาบาลที่เป็น freelance (ในโครงการนี้) เพื่อรับคำแนะนำต่างๆได้ ส่วนเรื่องข้อมูลทั้งหมดไม่ต้องห่วง ทุกอย่างที่เรา report ไปจะถูกเก็บลง database ทั้งหมด

Trend เรื่องการเก็บและส่งข้อมูลด้านสุขภาพนี้ท่าทางจะมาแรง เพราะว่าขณะนี้ Motorola กำลังสุ่มผลิตมือถือที่สามารถวัดค่าต่างๆในร่างกายของเราได้ด้วย ส่วน google เองนั้นก็มีระบบจัดเก็บข้อมูลด้านสุขภาพของเราไว้บน server google ด้วย ซึ่งตรงนี้ไม่แน่ใจว่า ต่อไป หมอ และโรงพยาบาลจะต้องใช้ google เป็น center ในการเก็บ และ ดึงข้อมูลของคนไข้รึเปล่า

อันดับ 10 Agriculture in the Sky // 10 อย่างที่กำลังจะมาในอนาคต : What’s Next : Future Vision

(ข้อมูลทั้งหมดในหัวข้อนี้ได้นำมาจากหนังสือ Business 2.0 เดือนกันยายน 2007)

ในขณะที่ประชากรบนโลกกำลังเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และการทำการเกษตรแบบเดิมๆ อาจจะไม่ได้ผล หรืออาจจะเรียกได้ว่าผลผลิตนั้นออกมาได้ช้าเกินกว่าความต้องการของมนุษย์

Dickson Despommier เป็นอาจารย์ด้านวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อมของมหาวิทยาลับโคลัมเบียสหรัฐอเมริกาได้คิดขึ้นมากว่า เราสามารถสร้างฟาร์ม และไร่ปลูกพืชผักบนตึกสูงระฟ้า เหมือนๆกันกับที่ปัจจุบันเราสร้างตึกสำหรับ office นั่นแหละ และการสร้างตึก 21 ชั้นสำหรับการทำไร่ จะทำให้เรามีพื้นที่กว่า 588 เอเคอร์ ซึ่งสามารถปลูกกะหล่ำปลีได้ประมาณ 12 ล้านหัวต่อปี

ด้วยจำนวนผู้บริโภคบนโลกที่คาดการณ์ว่าจะเพิ่มสูงขึ้นถึง 3 พันล้านคนภายในปี 2050 และจำนวนพื้นที่ในการทำเกษตรกรรมนั้นแทบจะถูกใช้ไปหมดแล้วนั้น ทำให้มองเห็นได้ว่า การทำตึกเพื่อการเกษตรนั้นน่าจะจำเป็นจริงๆ Despommier จึงได้ไปพูดที่มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนียถึงความเป็นไปได้ในการใช้พลังแสงอาทิตย์ในการสร้างแสงไฟ 24 ชม. และยังสามารถใช้เทคโนโลยีของ NASA ในการจับเอาความชื้นของน้ำมาใช้ประโยชน์ได้
“เราต้องการความช่วยเหลือต่างๆ เพื่อความสำเร็จในการสร้างตึกเพื่อการเกษตรนี้ เหมือนๆกับช่วงแรกที่เราทำกับการไปดวงจันทร์” Despommier บอกต่อว่า “มันจะทำให้โลกนี้เลิกกังวลได้ว่า อาหารมื้อหน้าของเราจะมาจากไหน”

นอกจากนี้ ตึกเพื่อการเกษตรนี้ยังสามารถสร้างผลกำไรได้อีกด้วย จากการคำนวนโดยคร่าวๆ คาดการณ์ว่า เราจะต้องใช้เงินในการสร้างตึก 21 ชั้นประมาณ 84ล้านเหรียญ เงินค่าการปฏิบัติการและดำเนินงานประมาณ 5 ล้านเหรียญต่อปี ส่วนกำไรนั้น น่าจะได้ประมาณ 18ล้านเหรียญต่อปี ถึงแม้ว่าการปลูกพืชผักแบบนี้จะมีค่าใช้จ่ายสูง แต่ว่าค่าใช้จ่ายสูงที่สุดในการทำการเกษตรนั้น อยู่ที่ค่าขนส่ง ดังนั้นมันจะเป็นการลดค่าใช้จ่ายลงมากๆ เมื่อร้านจำหน่ายของเราอยู่ห่างออกไปแค่ไม่กี่แยกไฟแดง

ไอเดียนี้ได้รับความสนใจมากๆ จากหลายๆ บริษัทอาหารใหญ่ๆ ในอเมริการเช่น Coke, McDonald’s, Kraft, และ Nestle หรือแม้กระทั่ง IBM. อย่างไรก็ตาม Kristin Reynolds, program representative ที่มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนียบอกว่า เธอเป็นห่วงอยู่เรื่องเดียวในการทำตึกเกษตรกรรมแห่งนี้ก็คือ “ตึกนี้อาจจะเติบโตได้อย่างรวดเร็ว และ ยิ่งใหญ่มากๆ ซึ่งเราจะต้องคอยดูแลและป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาด้านการแย่งตลาดจากเกษตรกรรายย่อย”

อันดับ 10 Agriculture in the Sky // 10 อย่างที่กำลังจะมาในอนาคต : What’s Next : Future Vision

(ข้อมูลทั้งหมดในหัวข้อนี้ได้นำมาจากหนังสือ Business 2.0 เดือนกันยายน 2007)

ในขณะที่ประชากรบนโลกกำลังเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และการทำการเกษตรแบบเดิมๆ อาจจะไม่ได้ผล หรืออาจจะเรียกได้ว่าผลผลิตนั้นออกมาได้ช้าเกินกว่าความต้องการของมนุษย์

Dickson Despommier เป็นอาจารย์ด้านวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อมของมหาวิทยาลับโคลัมเบียสหรัฐอเมริกาได้คิดขึ้นมากว่า เราสามารถสร้างฟาร์ม และไร่ปลูกพืชผักบนตึกสูงระฟ้า เหมือนๆกันกับที่ปัจจุบันเราสร้างตึกสำหรับ office นั่นแหละ และการสร้างตึก 21 ชั้นสำหรับการทำไร่ จะทำให้เรามีพื้นที่กว่า 588 เอเคอร์ ซึ่งสามารถปลูกกะหล่ำปลีได้ประมาณ 12 ล้านหัวต่อปี

ด้วยจำนวนผู้บริโภคบนโลกที่คาดการณ์ว่าจะเพิ่มสูงขึ้นถึง 3 พันล้านคนภายในปี 2050 และจำนวนพื้นที่ในการทำเกษตรกรรมนั้นแทบจะถูกใช้ไปหมดแล้วนั้น ทำให้มองเห็นได้ว่า การทำตึกเพื่อการเกษตรนั้นน่าจะจำเป็นจริงๆ Despommier จึงได้ไปพูดที่มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนียถึงความเป็นไปได้ในการใช้พลังแสงอาทิตย์ในการสร้างแสงไฟ 24 ชม. และยังสามารถใช้เทคโนโลยีของ NASA ในการจับเอาความชื้นของน้ำมาใช้ประโยชน์ได้
“เราต้องการความช่วยเหลือต่างๆ เพื่อความสำเร็จในการสร้างตึกเพื่อการเกษตรนี้ เหมือนๆกับช่วงแรกที่เราทำกับการไปดวงจันทร์” Despommier บอกต่อว่า “มันจะทำให้โลกนี้เลิกกังวลได้ว่า อาหารมื้อหน้าของเราจะมาจากไหน”

นอกจากนี้ ตึกเพื่อการเกษตรนี้ยังสามารถสร้างผลกำไรได้อีกด้วย จากการคำนวนโดยคร่าวๆ คาดการณ์ว่า เราจะต้องใช้เงินในการสร้างตึก 21 ชั้นประมาณ 84ล้านเหรียญ เงินค่าการปฏิบัติการและดำเนินงานประมาณ 5 ล้านเหรียญต่อปี ส่วนกำไรนั้น น่าจะได้ประมาณ 18ล้านเหรียญต่อปี ถึงแม้ว่าการปลูกพืชผักแบบนี้จะมีค่าใช้จ่ายสูง แต่ว่าค่าใช้จ่ายสูงที่สุดในการทำการเกษตรนั้น อยู่ที่ค่าขนส่ง ดังนั้นมันจะเป็นการลดค่าใช้จ่ายลงมากๆ เมื่อร้านจำหน่ายของเราอยู่ห่างออกไปแค่ไม่กี่แยกไฟแดง

ไอเดียนี้ได้รับความสนใจมากๆ จากหลายๆ บริษัทอาหารใหญ่ๆ ในอเมริการเช่น Coke, McDonald’s, Kraft, และ Nestle หรือแม้กระทั่ง IBM. อย่างไรก็ตาม Kristin Reynolds, program representative ที่มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนียบอกว่า เธอเป็นห่วงอยู่เรื่องเดียวในการทำตึกเกษตรกรรมแห่งนี้ก็คือ “ตึกนี้อาจจะเติบโตได้อย่างรวดเร็ว และ ยิ่งใหญ่มากๆ ซึ่งเราจะต้องคอยดูแลและป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาด้านการแย่งตลาดจากเกษตรกรรายย่อย”

Shrek the third

เปิดตัวกันไปเรียบร้อยสำหรับ Shrek The Third ผมยังไม่ได้ไปดูแต่ว่ากันว่าภาพสวยมาก ทาง DreamWorks ก็ได้ออกมาเปิดเผยเบื้องหลังความสำเร็จในครั้งนี้ด้วย ยังไงก็คงหนีไม่พ้นเครื่องมหาศาล เพราะหนังเรื่องนี้ทั้งเรื่องใช้เวลาลงแสงเงาประมาณ 30 ล้านชั่วโมง หรือมากกว่า 3000 ปีนั่นเอง (Shrek ใช้ 5 ล้านชั่วโมง และ Shrek 2 ใช้ 20 ล้านชั่วโมง) ลองมาดูทีละอย่างดีกว่า

Render Engine ใช้ Maya
Render Plugin ของเก่าเขียนเองด้วย C และ Perl ถ้าเขียนใหม่จะใช้ C++ กับ Python
ระบบปฏิบัติการเป็น RedHat Enterprise Linux 4
Render Farm เป็น HP DL145 G2 ข้างในใช้ซีพียู AMD Opteron 275 ไม่ก็ 285 สองตัว รวมแล้วเครื่องนี้มี 4 คอร์ แรมเครื่องละ 8 GB รวมทั้งหมดมากกว่า 3000 เครื่อง (เค้าบอกว่า 3000+)
กระจายแบบหนึ่งเฟรมหนึ่งโหนด (คิดว่าหนึ่งคอร์นะ)
ระบบกระจายงานที่ใช้คือ LSF ซึ่งในงานนี้ได้ใส่ Grid เข้าไปด้วย
เนื่องจากงานแบบนี้เป็นแบบ High Throughput ความสามารถในการขยายตัวค่อนข้างดี เราสามารถสมมติว่าไม่มีโอเวอร์เฮดของสื่อสารภายใน นั่นแปลว่าระบบนี้มีอย่างน้อย 12000 คอร์ซึ่งก็น่าจะลดเวลาจาก 30 ล้านชั่วโมงเหลือ 2500 ชั่วโมง หรือ 104 วันโดยประมาณ

คนทำบอกว่าเวลาดูเรื่องนี้ให้ดูที่ “ขน” กับ “ไฟ” ผมยังไม่ได้ดูใครดูแล้วช่วยมาบอกความงามหน่อย

ที่มา – Linux Journal

การพบกันของ 2 ผู้ยิ่งใหญ่

เมื่อไม่นานมานี้ได้มีการให้สัมภาษณ์ 2 ผู้ยิ่งใหญ่ต้องเรียกว่าของทศวรรษนี้เลยก็ได้ เพราะว่าเค้าทั้ง 2 คือ Steve Jobs และ Bill Gates ซึ่งทั้ง 2 คนนี้นานทีจะมาเจอกันจังๆอย่างนี้ซักที

ลองเข้าไปดูได้ที่ http://d5.allthingsd.com/20070531/video-steve-jobs-and-bill-gates-highlight-reel นะครับ

สำหรับใครที่ฟังไม่ค่อยออก (ซึ่งผมเองก็ฟังยังไม่รู้เรื่องเท่าไร่ เพราะขำกันซะเยอะ) ก็สามารถเข้าไปอ่าน script ได้นะครับในนั้นจะมีตัวเลือกให้อ่าน

Web OS : Is the ‘Web OS’ just a geek’s dream?

(อ่านและแปลคร่าวๆ แบบได้ใจความจากเว็บไซต์ news.com http://news.com.com/Is+the+Web+OS+just+a+geeks+dream/2100-7345_3-6174111.html)

ปัจจุบันนี้ ต้องบอกเลยว่าเป็นช่วงเวลาของการเคลื่อนตัวจากการใช้งาน computer desktop ปกติที่เราใช้กันทุกที ไปอยู่บนเว็บไซต์ หรือที่เรียกกันอีกอย่างว่า “WebTops” โดย idea ของการทำเว็บให้เป็น operating system เพื่อละทิ้ง program ที่ run บน windows desktop นั้น มีมาตั้งนานแล้ว หากจะย้อนกลับไปก็น่าจะตั้งการการมี Netscape คือในช่วงกลางๆ 1990s

โดยทางเทคนิคแล้ว Web OS ยังงัยก็ยังต้อง run อยู่ภายใต้ Operating System อย่าง Windows หรือ Linux อยู่ดี แต่ความเป็น WebOS หรือ Webtops ก็คือการย้าย computer และระบบการทำงานของ user ทั่วไปให้มาอยู่บนเว็บ ซึ่งนั่นก็หมายถึงการลดความสำคัญของ Operating System อย่าง Windows หรือ Linux ลง

บริษัทอย่าง Salesforce.com หรือบริษัทหน้าใหม่อย่าง YouOS ก็ได้มีการสร้างอะไรที่พวกเขาเรียกกันว่า Operating system for Internet ซึ่งแน่นอน Microsoft เองก็มีการ build ทีมสำหรับงานนี้โดยเฉพาะ เรียกกันว่า Windows Live Core team

อย่างไรก็ตาม การพัฒนาด้านตัวโปรแกรมที่มีการใช้งานในตัว WebOS ก็ได้มีการพัฒนาเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งถึงแม้จะไม่ได้ support ตัวงานทั้งหมดที่ user ใช้กันอยู่ประจำทุกวันได้ แต่อย่างน้อยๆ ก็สามารถ support สิ่งที่ทำบ่อยๆ และสำคัญๆ ได้ เช่น mail หรือ word processor

เมื่อประมาณมีนาคมที่ผ่านมา Laszlo Systems เปิดตัวสิ่งที่เรียกกว่า Laszlo Webtop ซึ่งเป็น software ที่สามารถทำให้ user ทำงานบน web browser ได้เหมือนกับทำงานบน desktop จริงได้ ตัวอย่างเช่น user สามารถ check mail พร้อมกับเปิด contact list manager และในขณะเดียวกันก็เล่น Instant Messaging บน web browser หน้าต่างเดียวกันได้

Laszlo นั้นจำเป็นต้องใช้ software สำหรับตัว server และ client แต่อย่างไรก็ตาม ก็ได้สร้างความฮือฮาให้กับวงการพอสมควร เพราะความเหมือนในการใช้งานยังกะทำงานบน desktop ตัวเองจริงๆ ซึ่งตัว Laszlo นั้นเป็น flash based application และสามารถ share ข้อมูลซึ่งกันและกันได้ ในขณะเดียวกันก็ยังสามารถ program ใหม่เพื่อการ share ข้อมูลภายในองค์กรเป็นต้น

ในขณะที่ Laszlo นั้น ตั้งกลุ่มเป้าหมายไปที่ บริษัท และ องค์กร ต่างๆ ก็ยังมีบางบริษัทที่เล็งเป้าหมายไปยังกลุ่มบุคคลธรรมดาทั่วไป เช่น

Goowy ได้สร้าง YourMinis ก็ประมาณว่าเป็น Widgets หลายๆตัวเช่น blog, rss บน web browser ตัวเดียวกัน

หรืออย่าง Desktoptwo ก็มี service ที่สามารถทำให้ user ดึงข้อมูลเช่น email ได้จากเครื่องไหนๆ ก้ได้

TransMedia’s Glide OS ก็มีการสร้าง program คล้ายๆกับที่เรามีอยู่ปัจจุบันนี้เช่น word processor, e-mail

Web OS : Is the ‘Web OS’ just a geek’s dream?

(อ่านและแปลคร่าวๆ แบบได้ใจความจากเว็บไซต์ news.com http://news.com.com/Is+the+Web+OS+just+a+geeks+dream/2100-7345_3-6174111.html)

ปัจจุบันนี้ ต้องบอกเลยว่าเป็นช่วงเวลาของการเคลื่อนตัวจากการใช้งาน computer desktop ปกติที่เราใช้กันทุกที ไปอยู่บนเว็บไซต์ หรือที่เรียกกันอีกอย่างว่า “WebTops” โดย idea ของการทำเว็บให้เป็น operating system เพื่อละทิ้ง program ที่ run บน windows desktop นั้น มีมาตั้งนานแล้ว หากจะย้อนกลับไปก็น่าจะตั้งการการมี Netscape คือในช่วงกลางๆ 1990s

โดยทางเทคนิคแล้ว Web OS ยังงัยก็ยังต้อง run อยู่ภายใต้ Operating System อย่าง Windows หรือ Linux อยู่ดี แต่ความเป็น WebOS หรือ Webtops ก็คือการย้าย computer และระบบการทำงานของ user ทั่วไปให้มาอยู่บนเว็บ ซึ่งนั่นก็หมายถึงการลดความสำคัญของ Operating System อย่าง Windows หรือ Linux ลง

บริษัทอย่าง Salesforce.com หรือบริษัทหน้าใหม่อย่าง YouOS ก็ได้มีการสร้างอะไรที่พวกเขาเรียกกันว่า Operating system for Internet ซึ่งแน่นอน Microsoft เองก็มีการ build ทีมสำหรับงานนี้โดยเฉพาะ เรียกกันว่า Windows Live Core team

อย่างไรก็ตาม การพัฒนาด้านตัวโปรแกรมที่มีการใช้งานในตัว WebOS ก็ได้มีการพัฒนาเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งถึงแม้จะไม่ได้ support ตัวงานทั้งหมดที่ user ใช้กันอยู่ประจำทุกวันได้ แต่อย่างน้อยๆ ก็สามารถ support สิ่งที่ทำบ่อยๆ และสำคัญๆ ได้ เช่น mail หรือ word processor

เมื่อประมาณมีนาคมที่ผ่านมา Laszlo Systems เปิดตัวสิ่งที่เรียกกว่า Laszlo Webtop ซึ่งเป็น software ที่สามารถทำให้ user ทำงานบน web browser ได้เหมือนกับทำงานบน desktop จริงได้ ตัวอย่างเช่น user สามารถ check mail พร้อมกับเปิด contact list manager และในขณะเดียวกันก็เล่น Instant Messaging บน web browser หน้าต่างเดียวกันได้

Laszlo นั้นจำเป็นต้องใช้ software สำหรับตัว server และ client แต่อย่างไรก็ตาม ก็ได้สร้างความฮือฮาให้กับวงการพอสมควร เพราะความเหมือนในการใช้งานยังกะทำงานบน desktop ตัวเองจริงๆ ซึ่งตัว Laszlo นั้นเป็น flash based application และสามารถ share ข้อมูลซึ่งกันและกันได้ ในขณะเดียวกันก็ยังสามารถ program ใหม่เพื่อการ share ข้อมูลภายในองค์กรเป็นต้น

ในขณะที่ Laszlo นั้น ตั้งกลุ่มเป้าหมายไปที่ บริษัท และ องค์กร ต่างๆ ก็ยังมีบางบริษัทที่เล็งเป้าหมายไปยังกลุ่มบุคคลธรรมดาทั่วไป เช่น

Goowy ได้สร้าง YourMinis ก็ประมาณว่าเป็น Widgets หลายๆตัวเช่น blog, rss บน web browser ตัวเดียวกัน

หรืออย่าง Desktoptwo ก็มี service ที่สามารถทำให้ user ดึงข้อมูลเช่น email ได้จากเครื่องไหนๆ ก้ได้

TransMedia’s Glide OS ก็มีการสร้าง program คล้ายๆกับที่เรามีอยู่ปัจจุบันนี้เช่น word processor, e-mail

หน้าต่อไป