ewit meeting & Design+Culture

เมื่อศุกร์ที่ผ่านมา ศุกร์ที่มีพิธีเปิดโอลิมปิกนั่นแหละ ผมมีนัดสังสรรค์กับเพื่อนๆสมัยทำงานอยู่ ewit เมื่อ 7-8 ปีที่แล้ว โดยมีผู้ร่วมวงมากมายดังนี้ (ชื่อ / ที่ทำงานปัจจุบัน) พี่เอก / ewit, พี่วิชญ์, เหน่ง / Ogilvy, นัท / be our friends, ชล / Ogilvy, พี่โอ๋ / redlab, รัช / ACE, Guess / Ogilvy, แว่น / ewit, โจ้ / รอยเตอร์

เรื่องราวที่คุยกันในช่วงแรกก็มีแต่เรื่องเผากัน เม้ากันถึงเรื่องในอดีต เรื่องเก่า สมัยยังทำงานด้วยกันอยู่ ซึ่งมีแต่ความสนุกสนาน บ้าบอ และหาไม่ค่อยจะได้ในสมัยนี้ แต่ว่าเรื่องราวที่ได้มาคุยกันในตอนท้ายนี่สิ ไม่รู้ว่าคุยกันยังงัย คุยไปคุยมามาจบกันที่เรื่องของ design ในประเทศไทย

เรื่องมันเริ่มอยู่ที่ว่า พี่โอ๋ ถามผมถึงเรื่องของการไป pitch งานว่ามีปัญหาอะไรมั้ย ยากมั้ย ผมก็ตอบว่าไม่่ค่อยจะมีปัญหานะ ของผมเน้นไปในทาง design ส่วนพี่โอ๋บอกว่า จริงๆถ้าเราเน้นเรื่อง function ทำให้เว็บเราสามารถเก็บข้อมูลลูกค้าได้มากๆ และสามารถนำข้อมูลเหล่านั้นมาวิเคราะห์และตอบโจทย์ทางการตลาดได้ นั่นน่าจะเป็นวิธีที่ทำให้งานมันขายได้ง่ายขึ้น และลูกค้าเป็นภาพที่ัชัดและง่ายกว่าการขาย design อย่างเดียว

พี่วิชญ์เข้ามาพูดเปิดประเด็นต่อว่า ถ้าคิดจะ design ในเมืองไทยน่ะ ยาก เมืองไทยน่ะขาย design ลำบาก เมื่อมาลงรายละเอียดจริงๆในตัวเนื้องานจะเห็นว่า design น่ะ แทบจะไม่ได้ราคาอะไรเลย

ไอ้นัทเห็นด้วย

แต่ผมเห็นด้วยไม่ 100% เลยคุยต่อว่า จริงๆแล้วงานที่ rgb72 ทำ จะเป็นเว็บที่เน้น design และแสดงให้เห็นถึงภาพลักษณ์ของบริษัท องค์กร หรือ product นั้นๆ ดังนั้นจริงๆแล้วทุกวันนี้เราก็ขาย design อยู่ ส่วนตัว programming นั้นเราก็เอาไว้ support เฉยๆ บริษัทที่เห็นค่าของการออกแบบนั้นมักจะเป็นบริษัทที่ต้องการเน้นการสร้างภาพลักษณ์์องค์กร บริษัทสมัยใหม่ ดังนั้นนี่คือ target ลูกค้าส่วนใหญ่ของ rgb72

อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่ว่าเราจะไม่เจอปัญหา ปัญหาที่เจอบ่อยๆ และน่าเบื่อก็คือ การที่เราได้ทำการออกแบบไปแล้ว ได้รับการ approve จากทีมงานในฝั่งของลูกค้าแล้ว (ซึ่งมีจำนวน 5-10คน) แต่เมื่อลูกค้าเอางานไปให้นายใหญ่ดู นายใหญ่ไม่ OK ซะงั้น แล้วก็กลายเป็นว่า ทุกอย่างที่ได้คุยกันมา ปรับกันมาตลอด 2 อาทิตย์ต้องเริ่มใหม่หมดตั้งแต่ศูนย์ ซึ่งจริงๆแล้ว ถ้านายใหญ่มีอำนาจมากขนาดเสียงทั้งหมดที่เคย vote กันมาว่าดีแล้ว ถูก reject ได้นั้น นายใหญ่เองก็น่าจะมาร่วมประชุมซะตั้งแต่ทีแรก (แล้วเราก็เริ่มยกตัวอย่างลูกค้าใหญ่ๆ หลายรายที่เพิ่งจะประสบมาไม

“ลูกค้าพวกนั้นกูก็เคยเจอ” พี่วิชญ์บอก (และไอ้นัทก็ด้วย)

บริษัทหลายที่ที่เราเห็นใหญ่ๆ แต่จริงๆแล้วก็ทำงานกันแบบนี้ พี่วิชญ์พูดว่า “สุดท้ายแล้วมันก็เป็นเรื่องของ connection”

Connection ความสัมพันธ์และความเชื่อถือนั่นแหละที่เป็น bottom line ไม่ใช่ design หลายงานที่ลูกค้า “เชื่อ” ในตัวเรา เพียงแค่เราไป present งานก็สามารถขายได้อย่างรวดเร็ว แต่ในทางตรงกันข้าม ถ้าลูกค้าไม่เชื่อในตัวเรา งาน design ที่ว่าดีนักหนา ถูกหลัก usability มากมายก็ยากที่จะผ่าน

อย่างงานหนึ่งที่ทางผมเพิ่งจะเจอมา เจ้านายใหญ่เชื่อในฝีมือของชาวต่างชาติมากกว่า ดังนั้นไม่ว่าเราจะพูดอะไรไป ก็ยากที่จะเข้าหู (ทั้งๆที่ผมเองเคยทำงาน freelance ให้กับต่างประเทศ โดยงานที่ได้รับมานั้นก็คืองานเว็บของบริษัทใหญ่ในประเทศไทยนั่นเอง เพียงแต่ว่าบริษัไทยบริษัทนี้ไม่รู้ว่างานที่เค้าส่งออกให้ต่างประเทศนั้น แท้จริงคนที่ทำงานทั้งหมด นั่งอยู่ในห้องที่อยู่ไกลไม่เกิน 5กม.)

เลยทำให้กลับมาคิดต่อว่า หรือการที่ทีมงานเข้าไป present งานให้นายใหญ่นั้น ไม่เป็นที่น่าเชื่อถือพอ เรียกง่ายๆว่า นายใหญ่ไม่เชื่อมั่นในทีมงานของตัวเอง คิดไปถึง project หนึ่งที่ลูกทีมของบริษัทลูกค้าเองเข้าไป present เท่าไร่ก็ไม่ผ่าน กลับมามีแก้มากมาย แต่พอเราเข้าไปในฐานะ designer ไปอธิบายให้เค้าฟัง เค้าก็เชื่อและให้ผ่านง่ายดายซะอย่างนั้น

หรือสรุปแล้ว design ไม่ใช่เรื่องจำเป็นสำหรับเมืองไทย และยังเป็นสิ่งที่ขายไม่ได้ แต่ว่า connection ต่างหาก ที่ใช่

ผมเองก็ยังสรุปอะไรมากไม่ได้ แต่เห็นว่าเรื่องที่คุยกันนี้น่าสนุกดี น่าเอามาแชร์ให้หลายๆคนได้คิดดู

แล้วไม่รู้ว่าคุยกันยังงัยต่อ แต่เราก็ได้พูดถึงว่า ช่วงนี้เราได้อ่านหนังสืออยู่เล่มหนึ่ง ดีมาก ชื่อ Design + Culture โดยคุณประชา สุวีรานนท์ ซึ่งได้เจองานของพี่วิชญ์อยู่ในนั้นด้วย

พี่วิชญ์ พี่เอก ไอ้นัท ไอ้เหน่ง รู้จักคุณประชากันหมด แล้วก็เคยได้อ่านหนังสือเล่านี้กันแล้ว

เลยแวะเอามาบอกเป็นของแถมว่า Design + Culture เป็นหนังสือที่น่าอ่านมากๆ รวบรวมเรื่องราวของการออกแบบ แนวคิด และเบื้องหลังต่างๆที่น่าสนใจ โดยคนที่ใครก็บอกว่าเค้าเป็นคนที่สุดยอด ขนาดพี่เอกยังบอกว่า

“คนอะไรก็ไม่รู้ เก่งชะมัด”

Cuil – Search Engine ตัวใหม่

กลับมาถึงบ้านได้ไม่นาน เปิดทีวีดูตอนตีหนึ่งครึ่ง เจอข่าว update ว่าตอนนี้มีเว็บไซต์ search engine ตัวใหม่เกิดขึ้น ชื่อว่า Cuil (www.cuil.com) ซึ่งทางสื่อได้บอกว่า เป็น search engine ตัวใหม่ที่น่าสนใจเพราะว่าจัดทำโดยคนที่เคยเป็นพนง.ทีม develop ของ google ด้วย และมีการจัดเก็บหน้าเว็บไซต์ไว้ใน database มากกว่า google ซะอีก (ประมาณ 3 เท่ามั้ง จำไม่ได้แน่ชัด)

ข่าวมีประมาณนั้น อย่างไรก็ตาม ณ เวลานี้ ผมเพียงแค่คิดว่าเผินๆ ว่า ..​หนึ่ง ใครหนอจะมาตีความแรงของ google ในขณะนี้ได้ และ สองคือ หากจะบอกว่าน่าสนใจเพราะเป็นทีม dev เก่าของ google นั้น ผมคิดว่าก็ไม่น่าจะตื่นเต้นซักเท่าไร่ เพราะเข้าใจว่า พนง. ของ google นั้นก็มีอยู่หลายพันอยู่..

อย่างไรก็ตาม แค่ลองเอามา update ให้ได้รู้กัน

ฝุ่นในปักกิ่ง (Beijing Olympic Polution)

เรื่องหนึ่งที่น่าสนใจมากๆสำหรับผมตอนนี้คือ เรื่องกลุ่มควัน ฝุ่น และหมอกในปักกิ่ง สถานที่ที่จะมีการจัดงาน Olympic ในเดือนสิงหาคมนี้แล้ว

เนื่องจากการที่ทางจีนต้องการให้ Olympic คราวนี้ยิ่งใหญ่ไม่เหมือนใคร ซึ่งได้มีการระดมกำลังแรง และกำลังเงิน ในการสร้างสถาปัตยกรรมที่น่าสนใจมากมาย ไม่ว่าจะเป็น สนามกีฬารังนกที่รู้จักกันดี หรือจะเป็นสนามกีฬาทางน้ำที่มีรูปร่างคล้ายฟองน้ำ (ดูรูปได้จากที่นี่) รวมไปถึงสิ่งก่อสร้างอื่นๆ อย่างเช่น ตึก CCTV หรือ plaza ที่มีจอ LCD อย่างใหญ่เป็นเพดานหลังคา

ปัญหาที่เกิดขึ้นจากการเร่งสร้างสถาปัตยกรรมเหล่านี้ก็คือ ฝุ่นควัน ที่ลอยอยู่ในอากาศทำให้กรุงปักกิ่งตอนนี้ มีแต่ควันพิษที่ไม่ดีต่อสุขภาพ

ก่อนหน้านี้ได้ข่าวมาว่า ทางการจีนจะประกาศให้ยุติการก่อสร้างประมาณ 30 วันก่อนหน้างานเปิด แต่ว่าทำไม่ได้เพราะว่าการก่อสร้างยังไม่เสร็จสิ้น ขนาดว่าเร่งมากจนมีคนงานก่อสร้างเสียชีวิตจากการสร้างสนามกีฬารังนกไปแล้ว 7 คน ซึ่งข่าวออกมาล่าสุดคือจะให้ทำการยุติการก่อสร้างลดเหลือ 10 วันล่วงหน้า

วิธีการกำจัดฝุ่นของจีนที่ประกาศออกมาแล้วน่าสนใจอีกอย่างหนึ่งคือ ทางจีนจะทำฝนเทียมประมาณ 3-5 วันก่อนหน้างาน เพื่อชะล้างฝุ่นละอองที่ลอยอยู่ในอากาศ เอาเข้านั่น

ที่แย่ไปกว่านั้นคือ หลังจากที่เมื่อวันอาทิตย์ที่ 27 กค.ที่ผ่านมา ทางจีนได้เปิดตัวที่พักนักกีฬา เพื่อให้นักกีฬาได้เข้ามา warm up กันก่อนงานจริง ฝึกซ้อมเพื่อให้ชินกับบรรยากาศ แต่กลับกลายเป็นว่า มีนักกีฬาหลายกลุ่มที่ปฎิเสธ ไม่กล้าฝึกซ้อม เพราะว่ากลัวฝุ่น โดยเฉพาะนักกีฬาที่ต้องฝึกกลางแจ้งและต้องสูดอากาศเข้าไปเยอะๆอย่าง กรีฑา

ตอนนี้ทางทีมนักกีฬานอกจากจะต้องเตรียมตัวเรื่องการแข่งแล้ว ยังต้องให้ทีมแพทย์เตรียมยาทางเดินหายใจไว้ให้ด้วย

ซึ่งทางการจีนก็ได้ออกมาประกาศว่า ไม่ต้องห่วง เดี๋ยวฝนเทียมมา ทุกอย่างก็จะดีเอง

ตอนนี้ก็ต้องคอยลุ้นดู ว่าฝนเทียมที่ลงมา จะทำให้ฝุ่นละอองหายไปยังกับปาฎิหารย์ได้รึเปล่า

ตอบคำถามนักศึกษา

เจอคำถามจากน.ศ. ถามมาใน blog ดังนี้

“ตั้งแต่เรียนมามีข้อสงสัยว่า ที่อาจารย์ให้ทำงานส่งทุกอาทิตย์ช่วยให้เรามีความคิดสร้างสรรค์อย่างงัย อยากให้อาจารย์ช่วยอธิบาย เพื่อเป็นการรวบรวมความคิดของผู้เรียนว่าเข้าใจตรงกันหรือไม่”

ผมขอตอบประเด็นนี้สั้นๆ ง่ายๆ ด้วยคำถามนะครับ

ความคิดสร้างสรรค์ที่ว่านั้น คืออะไร และมีที่มาอย่างไรครับ

เอาง่ายๆ แค่นี้ก่อน ลองตอบดูครับ ตอบได้แล้วผมจะกลับมาอธิบายให้ฟังต่อ

ข่าว Apple apple

เพิ่งไปอ่านข่าวมา จึงได้รู้ว่า ยอดการขาย iPhone ตัวใหม่ที่เพิ่งออกเมื่อวันที่ 11 ที่ผ่านมานั้น ตอนนี้ยอดได้แตะ 1ล้านเครื่องเป็นที่เรียบร้อยแล้ว จากที่รุ่นก่อนหน้านี้ต้องใช้เวลาถึง 74 วัน ไม่เพียงเท่านี้ ตัว iPhone Native App ที่อนุญาติให้ user download และซื้อผ่าน App Store ทาง itunes นั้น เพิ่งผ่านมาได้แค่ไม่กี่วัน บัดนี้ได้มีการ download ไปแล้วถึง 10ล้าน download !!!

HOT จริงๆ บริษัทนี้..

ว่าแล้ว ผมก็ตามกระแส (จริงๆก็อยากใช้มานาน) นั่นก็คือ mobile me ก็เลยได้ไป register และใส่ข้อมูลลงทะเบียนเพื่อขอใช้ mobile me แบบ trial ซึ่งก็ต้องเจอ surprise 2 อย่าง อย่างแรกคือเมื่อตอน register พอรู้ว่าเรามาจากประเทศไทย ตรงส่วนที่เป็น state/province นั้น ก็มีตัวเลือกของประเทศไทยให้ด้วย! surprise สุดๆ เพราะไม่คิดว่า apple จะใส่ใจ

Surprise อย่างที่ 2 ก็คือ ถ้าจะใช้ mobile me ได้นั้น iPhone จะต้องไป upgrade เป็น 2.0 ก่อน ซึ่งตรงนี้ได้ข่าวมาว่าเมื่อ update แล้วต้องไปทำการ hack หรืออะไรมากมายอีก.. ดังนั้นว่าแล้วเดี๋ยวขอไปแวะดู pdamobiz update ข่าว iphone หน่อยละกัน

CLASS / Week 5 : Online Advertising

เริ่มต้นด้วยการ present ข่าวที่ใหม่ล่าสุดๆๆๆ จากน.ศ.แต่ละกลุ่ม โดยการ present เป็นไปด้วยเรื่องราวแปลกใหม่รอบตัว เช่น ตึกบิดได้ในดูไบ, ความหมายของโลโก้ NBT ที่เราไม่เคยรู้, TV ที่สามารถดูได้ 2 ทาง, มือถือจาก Nokia ตัวใหม่, เรื่องเทคนิคสุดๆ ก็เห็นจะเป็นเรื่อง memory แบบที่เป็นแผ่นการ์ดพลาสติกใน macbook air กินไฟเยอะกว่า Hard disk ที่เป็นลูกๆ หรือแม้กระทั่ง music video ใหม่ของ ปาน ธนพร ซึ่งทั้งหมดนี้คิดว่าก็ดีเหมือนกันที่ได้มีการมา update ความรู้ใหม่ๆ กันทั้ง class

อาทิตย์นี้เป็นการสอนเรื่องของ Online Marketing ซึ่งปกติแล้วเป็นหัวข้อที่ใหญ่มาก สามารถแยกย่อยออกมาได้เยอะ สามารถพูดกันได้โดยละเอียดหลายวันทีเดียว อย่างไรก็ตาม วันนี้ก็เป็นฉบับย่อ เพื่อเป็นความรู้เบื้องต้น ทำให้ได้รู้จัก Online Advertising อย่างคร่าวๆ ก่อน

Online Advertising มีหลากหลายประเภท โดยได้หยิบยกประเภทต่างๆ ดังนี้

Banner : ซึ่งก็จะมีหลากหลายขนาด และรูปแบบ ทั้งนี้รวมไปถึงพวก floating banner ad ด้วย

Advertorial : คือการนำเอาผลิตภัณฑ์เข้าไปแจมอยู่ในบทความต่างๆ ที่เผยแพร่เพื่อเป็นความรู้ในเว็บไซต์

Website / Microsite : เพื่อให้การนำเสนอข้อมูลเป็นไปได้ชัดเจนยิ่งขึ้น การจัดทำ micro site เพื่อให้บริการข้อมูลเชิงลึก หรือบางครั้งอาจจัดทำเป็นเกม interactive ที่น่าสนใจ ช่วยเพิ่มความน่าจดจำให้กับตัวสินค้าได้มากขึ้น

Media – Wallpaper, Screensaver : เมื่อไร่ก็ตามที่ computer ของคนใน office หยุดทำงาน ก็จะมีโฆษณาของสินค้าเราขึ้นบนหน้าจอ นั่นก็น่าจะดีมิใช่หรอ

Smart Ad : คือการแสดง Banner Ad ตาม profile ความชอบของลูกค้า

E-mail Marketing : เป็นการส่ง promotion และข้อมูล update ต่างๆ ไปให้กับลูกค้าผ่านทางอีเมล์ วิธีนี้ต้องระวังให้ดี เพราะอาจจะทำให้เป็นภาพลบได้ ถ้าเมล์ที่เราส่งไปมีมากเกินไป และส่งให้กับลูกค้ามั่ว คือลูกค้าอาจจะไม่อยากได้ จะทำให้เป็น junk mail ซึ่งส่งผลให้ brand เสียภาพลักษณ์

Social Network ต่างๆ เช่น Twitter และ Hi5 ซึ่งปัจจุบันจะฮิตกันมาก โดยเฉพาะการทำ Glitter เพื่อโปรโมทสินค้าของตัวเอง โดยให้ผู้ที่เล่น hi5 นั้นสามารถนำไปใช้ได้ฟรีๆ หรือการสร้าง group สำหรับสินค้าของเรา เช่น group Starbucks หรือ group Apple

Artist สำหรับอาทิตย์นี้ที่ได้แนะนำให้ น.ศ.รู้จักคือ Yugo Nakamura (www.yugop.com) ส่วนนักดนตรีที่แนะนำคือ Diana Krall ซึ่งเป็นนักร้องเพลง Jazz และนอกจากนี้ยังได้แนะนำให้ น.ศ.รู้จัก Saxophone อีกด้วย

***** ก่อนจบ Class ได้มีการบอกเรื่องที่จะสอบ mid-term ไปแล้วนะครับ น.ศ.คนไหนที่ไม่ได้เข้าเรียน ไปตามกับเพื่อนๆให้ดีนะครับ *****

**** สำหรับชื่อ มหาวิทยาลัยที่ผมสะกดผิด ต้องขออภัยด้วยครับ งั้นขอสะกดใหม่ตรงนี้ครับ “มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี” *****

CLASS / Week 4 : Other type of Advertising

อาทิตย์นี้เปิดตัวด้วยการให้น.ศ. มา present assignment ที่ให้ไปเมื่ออาทิตย์ที่แล้ว คือการไปศึกษาผลิตภัณฑ์เครื่องดื่ม 2 ยี่ห้อ นั่นคือน้ำดื่ม Sparkling Water ยี่ห้อ เปอริเอ่ และอีกตัวคือน้ำผลไม้ยี่ห้อ AC Fresh โดยจุดที่น่าสนใจของ product ทั้งสองตัวนี้คือ น้ำดื่ม เปอริเอ่ เป็นน้ำดื่มประเภทน้ำแร่จากธรรมชาติ ซึ่งมีความซ่ามาจากธรรมชาติด้วย ซึ่งหากกินโดยเผินๆ ก็จะคิดว่า น้ำดื่มนี้เป็นน้ำโซดาธรรมดา อย่างไรก็ตาม เปอริเอ่ ก็เป็นอีกหนึ่งประเภทของน้ำดื่มที่อยากจะแนะนำให้น.ศ.รู้จัก อีกตัวคือ AC Fresh ซึ่งเป็นน้ำผลไม้ เหตุที่นำยี่ห้อนี้มาให้เล่นกันก็เพราะว่า น้ำผลไม้ยี่ห้อนี้มีการออกแบบ package ที่สวยงามมาก สวยจนทีแรกคิดว่าเป็นของต่างชาติ แต่พอมาดูที่ฉลาก ก็พบว่าเจ้าของเป็นคนไทยดีดีนี่เอง โดยน้ำผลไม้ยี่ห้อนี้มีจุดเด่นมากในเรื่องของการสร้างความแตกต่าง ไม่ว่าจะเป็น packaging หรือแม้กระทั่งตัวน้ำผลไม้เอง ซึ่งนำผลไม้แปลกๆ หายาก หรือไม่ค่อยได้มีคนทำมาทำ เช่น น้ำกีวีสีทอง เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม น.ศ.กลุ่มที่ได้น้ำ AC Fresh ไปทำก็อาจจะได้งานง่ายกว่า เปอริเอ่ หน่อย ดังนั้น จึงได้มีการกำหนดให้ น.ศ. กลุ่มที่ได้ AC Fresh นั้นไปหาข้อมูลเกี่ยวกับน้ำตัวใหม่อีกชนิด ที่เห็นว่าเพิ่งจะมา นั่นคือ น้ำเปล่าประเภท “น้ำโมเลกุลเล็ก” ซึ่งผลที่ได้คือ น.ศ.สามารถไปหาข้อมูลมาได้และอธิบายได้อย่างดีน่าพอใจ อย่างไรก็ตาม การหาซื้อน้ำดื่มประเภทนี้ยังคงยากอยู่ แทบจะหาไม่เจอ ผมเองไปเจออยู่ที่เดียวคือ Villa Market ที่ J-Avenue ซอยทองหล่อ เป็นน้ำดื่มโมเลกุลเล็กยี่ห้อ Pi (อ่านว่า ไพน์)

การสอนของ week นี้มีหัวข้อว่า การโฆษณาในรูปแบบอื่นๆ ซึ่งเราได้ยกตัวอย่างของการโฆษณาโดยใช้ “กลิ่น” ยกตัวอย่างเช่น ร้านโรตีบอย และ ร้าน Starbucks ซึ่งมักจะส่งกลิ่นอาหาร หอม ชวนรับประทานให้ได้กลิ่นกันทั่วห้างฯ ทั่วบริเวณ การโฆษณาโดยใช้กลิ่นนั้น ดีมากตรงที่ว่า กลิ่นนั้นมีส่วนสำคัญในการรับรู้ของมนุษย์ ทำให้คนที่ได้กลิ่นนั้นอยากทาน และ หิว ข้อดีอีกอย่างก็คือ กลิ่นนั้นสามารถโชยความหอมไปได้ทั่วทั้งบริเวณ ไม่ได้จำกัดเฉพาะที่เหมือนพวก poster ทั่วไป

พูดถึงเรื่องการรับรู้กลิ่นของมนุษย์แล้ว เราจึงได้ทำการทดลองในชั้นเรียน โดยแจกลูกอมให้ น.ศ. ทุกคน แล้วให้ น.ศ.ปิดตา ไม่ให้เห็นว่า นี่คือลูกอมรสอะไร จากนั้นก็ให้แกะกระดาษ แล้วอมลูกอม พร้อมกับเอามืออุดจมูกตัวเองด้วย ซึ่งเมื่อเราไม่ได้รับกลิ่นแล้ว รสชาตของลูกอมจะเปลี่ยนไป ไม่เหมือนเดิม แทบจะจำไม่ได้ว่ารสอะไร แต่ถ้าปล่อยมือและเริ่มสูดกลิ่นเข้าไปเมื่อไร่ รสชาตก็จะเปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด

การโฆษณาทางอื่นๆ ก็ยังมีอีกมากมาย เช่น การโฆษณาโดยให้ทดลองใช้ ยกตัวอย่างผลิตภัณฑ์น้ำหอม หรือการโฆษณาแบบมีการทดลองให้ดู เช่น ครีมแก้ไฟลวก บัวหิมะ เป็นต้น

อาทิตย์นี้ไม่ได้มีการแนะนำ ศิลปิน หรือนักร้องคนใดเลย และตัว presentation ก็ไม่มีด้วย เนื่องจากว่า อ. ป่วย เลยไม่สามารถมานั่งทำ presentation ให้ดูได้

CLASS / Week 3 : Design

อาทิตย์ที่ผ่านมาได้รับ idea ดีดี ต้องบอกว่า ดีเกินคาดจริงๆ หลังจากที่ให้ assignment ไปคือ การสร้าง brand และสินค้าตัวใหม่ๆ ให้กับ “หมูปิ้ง” ซึ่งหลายทีมก็ทำออกมาดี มีทั้งข้าวเหนียวหลากรสชาติ รสธัญพืช รสใบเตย มีการใส่สีในข้าวเหนียวด้วย พวกสีของกระเจี๊ยบเป็นต้น ทางด้านตัวหมูปิ้งก็ไม่แพ้กัน มีการคิดทำหมูปิ้งรสชาติต่างๆ บางกลุ่มมีการจัดเมนูออกมาเป็น combo ด้วย คือเป็น set พร้อมเครื่องดื่ม สำหรับคนเดียว สองคน หรือทั้งครอบครัว หลายกลุ่มคิด logo ใหม่ขึ้นมาสำหรับ brand ตัวเอง และบางกลุ่มก็มีการคิด package ขึ้นมาใหม่

จุดเด่นหลักๆ ก็อยู่ที่การมองหาจุดด้อยของหมูปิ้ง และการสร้าง brand และสินค้าใหม่นี้ ก็ต้องพยายามลดจุดด้อยนี้ออกไปให้ได้ ซึ่งไม่ว่าจะเป็นการทำ package ใหม่ การห่อหมูด้วยใบตอง หรือการทำ sushi หมูปิ้งนั้น เป็นคำตอบที่น่าสนุกดีจริงๆ นอกจากนี้ก็ยังมีคนคิดทำเครื่อง vendor machine สำหรับหมูปิ้งด้วย

อาทิตย์นี้ก็มาเริ่มสอนเรื่องของการออกแบบ มีการแนะนำตัว Print Ad และ TVC ที่ทำออกมาได้สวยงามหลายตัว บางตัวก็ดูไม่รู้เรื่อง สื่อสารออกมาแล้วงง ๆ แต่เนื่องจากเน้น design ดังนั้น จะขอดูที่การออกแบบให้ได้สวยงามเป็นหลัก

หลังจากให้ดูการออกแบบ Ad ที่สวยๆ แล้ว ก็มาต่อกันด้วยเรื่องของ Fonts ประเภทของ font การใช้ font และ ศัพท์เฉพาะของ font (Serif, Sans Serif, Kerning, Tracking, Leading) ซึ่งก็ผ่านไปได้ด้วยดี แต่ก็ดูเหมือนนศ.จะหลับๆ นิดหน่อย

จบท้ายด้วยการแนะนำ Artist ที่เก่งๆ ซึ่งใน week นี้มีถึง 3 คน คือ Joshua Davis ต้นกำเนิดงานสไตล์ของเค้าเองที่เรียกว่า Dynamic Abstraction, Maggie Taylor กับงานสไต์ Photomontages, และ Annie Leibovitz

สำหรับ Music of the week อาทิตย์นี้คือ Lisa Ono สาวเสียงไพเราะ สไตล์ Bossa Nova ที่มีผลงานออกมาแล้วหลายชุดมากๆ ซึ่งเสียงร้องที่เป็นเอกลักษณ์และสไตล์ที่ดูชิวๆ นี้ ทำให้เพลงหนึ่งของเธอได้ถูกนำมาใช้ประกอบโฆษณาของการบินไทยไปอยู่ช่วงหนึ่ง

————————————————————
=== CLICK HERE TO DOWNLOAD WEEK03 PRESENTATION IN PDF FORMAT ===

CLASS / Week 2 : Creative Work & Branding

สัปดาห์ที่ 2 เรื่องงานโฆษณา Creative และ เรื่อง Branding

สัปดาห์ที่ 2 เริ่มต้นด้วยการ review assignment ที่ได้ให้กับนักศึกษาไปในเมื่ออาทิตย์ที่แล้ว ซึ่งโจทย์ก็คือการค้นหาโฆษณาสิ่งพิมพ์และ TVC ที่ชอบ แล้วนำมาวิเคราะห์ใน Class สำหรับเนื้อหาของการสอนนั้น เริ่มต้นเข้าสู่หนึ่งในองค์ประกอบของการจัดทำโฆษณา นั่นคือการแนะนำให้รู้จักกับงาน creative และงานไม่ creative

ช่วงที่ 1 งานโฆษณา Creative และงานไม่ Creative
Creative ก็คือความคิดสร้างสรรค์ งาน creative ก็คืองานที่สามารถสื่อสารกับผู้ชมได้ โดยให้ความรู้เกี่ยวกับตัวสินค้า หรือจุดประสงค์ของการโฆษณาได้ ในลักษณะที่มีความคิดสร้างสรรค์ และจำเป็นต้องสามารถสื่อสารได้ภายในระยะเวลาอันสั้นด้วย เนื่องจากผู้ชมมีระยะเวลาในการตัดสินใจที่จะดูสื่อโฆษณาของเราไม่มาก

Presentation ที่ให้ชมนั้นจะรวมงานที่คิดว่ามีความคิดสร้างสรรค์ที่ดี สำหรับบางงานที่อยู่ในหมวดของ “… Ad” คืองานที่อาจจะมีความคิดสร้างสรรค์ดีแต่มีจุดบกพร่องเช่น ใช้เวลานานไปกว่าผู้ชมจะเข้าใจสิ่งที่ต้องการสื่อ หรือบางโฆษณาอาจจะดูรุนแรงเกินไป ไม่เหมาะสม เป็นต้น

ช่วงที่ 2 คือ Branding หรือ ยี่ห้อ
Branding หรือยี่ห้อนั้น มีความสำคัญกับตัวสินค้ามาก สินค้าใดที่มียี่ห้อ มีการปั้นยี่ห้อของตัวเองออกมาได้ดีแล้ว ทำให้ยี่ห้อของตัวเองมีคุณค่า ทำให้เกิดความจงรักภักดีต่อสินค้า ก็สามารถที่จะใช้คุณค่าของยี่ห้อเรานั้นเอาไปทำต่อยอด ทำสินค้าต่างๆได้ ยกตัวอย่างของยี่ห้อดังๆ เช่น Apple, Nike, BMW, Polo, LV เป็นต้น เมื่อลูกค้าชอบ และรักในตัวสินค้า หรือเชื่อถือในคุณภาพของยี่ห้อแล้วนั้น ต่อมาหากต้องการทำสินค้าประเภทอื่นๆ ออกมาก็จะทำให้ลูกค้าเชื่อถือและสามารถตัดสินใจซื้อได้ไม่ยาก ยกตัวอย่างเช่น Nike ที่ทำรองเท้าจนคนเชื่อถือนั้น ต่อมาก็สามารถพัฒนามาทำนาฬิกา ไม้กอล์ฟ และอื่นๆได้

ของบางอย่างแต่ก่อนไม่เคยมียี่ห้อ ปัจจุบันก็มีการสร้างยี่ห้อขึ้นมา เพื่อให้ตัวสินค้าดูดีมีคุณค่ามากขึ้น เช่น ไข่, กระดาษ, กล้วย, น้ำดื่ม, ส้ม, หรือแม้กระทั่งรองเท้าแตะ

พลังของ Brand นั้นรุนแรงมาก จนบางครั้งสามารถสร้างเป็นลัทธิได้ ดังตัวอย่างใน presentation หัวข้อที่ชื่อว่า Power of Brand

เมื่อ Brand หรือยี่ห้อ มีคุณค่าแล้วนั้น สิ่งที่ยากกว่าการสร้าง Brand คือการรักษา Brand ดังตัวอย่างการสร้างร้านและ shop ต่างๆ เพื่อสะท้อนให้เห็นถึง character และตัวตนของ Brand

ทาง Y&R ได้มีการจัดประเภทของ Brand โดยแบ่งออกเป็น 13 กลุ่มด้วยกัน อันนี้ทางผมขอยืมมาใช้ประกอบการสอนใน presentation นะครับ

สำหรับ Class Week ที่ 2 นี้ จะมีหัวข้อตามนี้ สำหรับเพลงแนะนำประจำสัปดาห์นี้คือเพลง All I Ask of You เป็นผลงานของ Andrew Lloyd Webber ร้องโดย Sarah Brightman

————————————————————
=== CLICK HERE TO DOWNLOAD WEEK02 PRESENTATION IN PDF FORMAT ===

CLASS / Week 1 : Introduction

++ NOTE สำหรับใครที่ไม่ทราบอาจจะงงว่าใน blog72 นี่มีอะไรเกิดขึ้น เนื่องจากทางผมได้รับเชิญให้ไปสอนที่มหาวิทยาลัยธัญบุรี ตั้งแต่เทอมที่แล้วแล้ว แต่ว่าจากข้อมูลที่ได้สอนไปนั้น อยากจะเอามา review และเอา presentation ที่ได้ใช้ใน class มา post ให้นักศึกษาและทุกคนที่สนใจได้ download และเอาไปดูเพื่อทบทวน ดังนั้นจึงขอใช้พื้นที่ตรงนี้มาทำการ update ข้อมูลทุกๆ อาทิตย์ไปนะครับ ++

สัปดาห์ที่ 1 : แนะนำวิชา Creative and Conceptual Development

สัปดาห์ที่ 1 แบ่งการสอนออกเป็น 2 ช่วง
ช่วงที่ 1 เป็นการแนะนำวิชา และเนื้อหาคร่าวๆ ที่จะมีการเรียนการสอนในเทอมนี้
ช่วงที่ 2 เป็นการแนะนำให้รู้จักกับ Advertising Agency ว่า Advertising Agency คือใคร ทำหน้าที่อะไร และมีโครงสร้างในการทำงานอย่างไร โดยต้องการเน้นให้นักศึกษาได้เห็นว่า กว่างานโฆษณาจะออกมาหนึ่งงานนั้น จะต้องผ่านใคร และทีมใดบ้าง และเมื่อนักศึกษาเรียนจบแล้วนั้น จะไปอยู่ตรงจุดไหน หากเข้าไปทำงานในวงการโฆษณาแล้ว
ช่วงที่ 3 เป็นการแนะนำงานโฆษณาดีดีให้ดู ไม่ว่าจะเป็นงานสิ่งพิมพ์ หรืองาน TVC
ช่วงที่ 4 เป็นการให้ดูเบื้องหลังการทำงานโฆษณาหลายตัว อาทิเช่น “Human” ของ Johnnie Walker

————————————————————
=== CLICK HERE TO DOWNLOAD WEEK01 PRESENTATION IN PDF FORMAT ===

Follow

Get every new post delivered to your Inbox.